Sunday, June 27, 2010

แอมเวย์ ธุรกิจสวยใส แต่ข้างใน...(มันเป็นยังไงน้าา)

พอดีมีน้องชมรมกำลังโดนล่าหัวไปเป็น Downline ของ Amway
พี่ขวัญเลยขออัพประสบการณ์ที่พี่ขวัญเจอจากเพื่อนๆที่ทำมาให้ดู
จริงๆพี่ขวัญก็เคยโดนเพื่อนรักคนนี้หลอกไปฟังเหมือนกัน
เริ่มต้นที่คุยเรื่องแผนการเงินให้โลภ แล้วสาธิตสินค้าตามวิธีของเค้า
ต้นสายเค้าบอกให้สาธิตแบบนี้ ห้ามคิดเอง บลาๆๆ
จบแล้วนั่งล้อมวงคุยเรื่องความหวังลมๆแล้งๆ ตบมือเฮ
ไปหลอกขายของตามต่างจังหวัดมาได้ ตบมือเฮ (ใครบอกคนต่างจังหวัดจน กรูไม่เชื่อ)
หลอกให้เราสมัครแทบจะจับมือเซ็นกันเลยทีเดียว (ไอ้ติ๊ก กรูเกลียดมึง)
พอเซ็นแล้วก้อพาเราไปนั่งล้อมวง ตบมือเฮ++ (หลอกหมูได้อีกตัว)
บทความอันนี้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากครับ เชิญอ่าน
ปล.ไม่ได้ต่อต้านธุรกิจ MLM นะครับ แต่ MLM เมืองไทยมันไปผิดทาง ก่อนทำคิดให้รอบคอบ
พวกทนรับความจริงไม่ได้ไม่ต้องอ่านก้อได้นะจ๊ะ




นี่คือเรื่องจริงจากประสบการณ์ของคนที่เคยทำ Amway มา

ขอบคุณ คุณผู้ให้ประสบการ์อันนี้
คนเรามักอยากรวยโดยไม่ต้องทำงานหนักเป็นจริงได้หรอ???
อย่าโดนเค้า หลอกและอย่าหลอกตัวเอง
คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกคนเป็นคนรับผิดชอบ ขยันขันแข็ง
มี ประสบการณ์ ความรู้ในการทำงานนั้นๆ พัฒนาจนเค้าสามารถประสบ ความสำเร็จได้
เช่น เบิร์ด ธงชัย ( ร้องเพลงเก่ง) , บิล เกต (เจ้าของmicrosoft) หรือ
แม้กระทั่งนักฟุตบอลอย่าง ซี ดาน ซึ่งทุกคนล้วนย่อมต้องฝึกฝน และทำงานหนัก
กว่าจะถึงจุดนั้นวันแรกที่เข้าไปฟังแอมเวย์ และหลงเชื่อ
เพราะเราเชื่อที่เค้าล้างสมองเราว่าแอมเวย์เป็นอาชีพอิสระ งานสบาย เน้นความ สัมพันธ์
ไม่ต้องทำงานหนักแต่สามารถ มีรายได้เดือนละเป็นแสน หรือ เป็นล้าน ถ้าถึงขั้น ยมทูต เอ้ย มงกุฏฑูต
เราและคนมากมายเชื่อ เค้าบอกว่าน้องคิดดูนะ ว่าเดือนๆนึงน้องซื้อยาสีฟัน 4 หลอด
และต่อมา น้องแนะนำให้คน4คน เพื่อนหรือญาติน้อง ให้ซื้อยาสีฟัน
และคน4คน ก็แนะนำไปอีก 4คน เดือนๆนึงน้องจะได้รายได้ โดนไม่ต้องเหนื่อยออกแรง
แค่แนะนำ สิ่งดีๆให้เพื่อนเป็นงานสบายๆ ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้อง ตื่นเช้า ไม่ต้องมีเจ้านาย ไม่ต้อง ตอกบัตร
แล้วเราก็หลงเชื่อเค้าด้วยความโง่เขลา พร้อมๆกับคน อีกมากมาย
วันนั้นเราก็ได้สมัคร สมาชิกกับเค้าไปพร้อมกับมีความฝันตามที่เค้าได้เล่าเรื่อง ฉายสไลด์
เพื่อให้ความฝันและจินตนาการเราบรรเจิด
ทุกคนที่House(กลุ่ม)ดีกับเรามาก มี การแลกเบอร์กัน พูดคุยสนุกสนาน พร้อมนัดกันว่า
จะพาเราทัวร์คลังสินค้าแอมเวย์ เพื่อจะได้ให้เรารู้จักแอมเวย์ดีขึ้น
โดยคนที่จะพาเราไปก็คือ Upline เรา
ซึ่งก็คือเพื่อนเราที่ชวนมาวันรุ่งขึ้น เราก็ได้ไปทัวร์ พร้อมกับได้รับการบอก ว่า
เราน่าจะซื้อสินค้าแอมเวย์ใช้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าสินค้าแอมเวย์ดียังไง และ
เหตุผลสำคัญคือ เราต้องรู้ในตัวสินค้า ก่อนที่จะไปแนะนำคน อื่นได้
ซึ่งเราก็เห็นด้วยคล้อยตาม
วันนั้น เราหมดเงินไปประมาณ สามพันเกือบๆสี่พัน รวมค่าสมัคร
เราเริ่มไปHouseบ่อยขึ้น ไปคลังแอ มเวย์ ไปประชุม
ซึ่งUplineเราและพวกพี่ที่เฮ้าส์ บอกเราว่า ต้องมา ห้ามขาด
เพราะเค้า จะมีการ สาธิตสินค้าให้เราดู พร้อมบรรยาย
และด้วยเหตุผล ว่า ถ้าเราไม่ดูแล้วเราจะไปสาธิตให้ ลูกค้าดูได้ไง
แล้วจะแนะนำสิ่งดีๆให้ลูกค้าได้ยัง ไง
เรายังเรียนอยู่ แต่ด้วยจิตใจมุ่ง มั่น เราเริ่มขาดเรียน
เราเริ่มกลับบ้านดึก ไม่ใช่ดึก ธรรมดานะ ดึกแบบตีสอง ตีสาม
เราเริ่มโดนที่บ้านว่า
เเละทุกครั้งที่เราบอกที่เฮ้าส์ ทุกคนจะปลอบ ใจเรา
บอกว่า ไว้วันที่น้องสำเร็จกับแอมเวย์ ที่บ้านน้องจะเข้าใจเอง
พ่อแม่จะได้ไปเที่ยวเมืองนอก
น้องมีเงินให้พ่อแม่ใช้สบายๆไม่ต้องให้เค้าทำงาน ตอนนี้ก็อดทนไป ก่อน
ถ้าเราโฟกัสกับแอมเวย์ให้มั่น วันที่เราสำเร็จก็จะใกล้ขึ้น
ตอนนี้ น้องเดินมาเกือบครึ่งทางแล้ว อย่าถอย อย่าท้อแท้ ต้องสู้ ว่าเราสำเร็จได้
และอีกครั้ง ที่เรา โง่เขลาเราเริ่มไปHouseทุกๆอาทิตย์
ทุกครั้งที่ไป ก็จะมีการพูดปลุกใจ ปลุกระดม เปิดเพลง ประมาณ ว่า We are the championอะไรประมาณ นั้น
เราเริ่มซื้อของใหญ่และ แพง โดยบังคับให้ที่บ้านซื้อ พร้อมกับบอกว่ามันดีมากๆๆๆ
เพราะทุก คนที่แอมเวย์บอกว่ามันคือสุดยอดสินค้า
ที่ราคานั้นแม้จะสูง แต่คุณภาพสุดคุ้ม นั่นก็คือ เครื่องกรองน้ำ และ เครื่องกรองอากาศูง
เราซื้อที่ละ อย่าง เพราะเราต้องพยายามหว่านล้อมที่บ้าน
ถึงขั้นทะเลาะกัน เพื่อจะเอา
เพราะเราเชื่อแอ มเวย์ เชื่อพี่ๆและUplineว่า พ่อแม่เราจะมีสุขภาพดี ขึ้น
ราคาของสองเครื่องนี้รวมกัน ก็ ประมาณเกือบ ห้าหมื่นบาท
เราเริ่มไปสัมนาแอมเวย์ที่ต่าง จังหวัดพร้อมกับที่กลุ่ม
ซึ่งเดือน นึงจะจัด สองครั้ง โดยครั้งๆนึง ประมาณพันกว่าบาท
เหตุผล ที่เราได้ถูกบอกว่าต้องไปก็คือ
เราจะ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสินค้ามากขึ้น
มีการบรรยายที่มี ประโยชน์มากพร้อมกิจกรรม เกี่ยวกับตัวสินค้า
และได้พบกับ วิทยากรที่ประสบความสำเร็จกับแอมเวย์แล้ว เป็นระดับเพชร มงกุฏฑูต เราก็ไป
บางครั้ง ที่มหาลัยใกล้สอบ มีติวกันกับเพื่อน เราก็ไม่ได้ติว เพราะเราต้องไปสัมนาพัทยา
เพื่อนเราเก็บชีตไว้ให้ แต่เราก็ไม่มีเวลาอ่านนัก เพราะเรากว่าจะกลับ ก็ตีสองตีสามแล้ว
เรียนเราก็โดด เพราะเราโฟกัสว่าวันนี้เราจะต้องไป เฮ้าส์ตอน เย็น
และเราเริ่มนัดลูกค้าตอนกลางวัน ซึ่งก็เป็นญาติๆของ เรา
แผนทุกอย่างถูกวางโดยUpline ของ เรา
และรู้มั๊ยหนึ่งในวิธีที่จะสำเร็จกับแอมเวย์ได้ก็คือ ต้องเชื่อ Upline
จริงๆๆๆ เรามีชีท ด้วย ได้มาจากสัมนา มันบ้ามากกกเวย์
แต่ตอนนั้นเราก็เชื่อ
เพราะเราโดน บิ้ว ทุกวัน จาก การไปเฮ้าส์มันคือหนึ่งในวิธีการสะกดจิต
หรือ ล้างสมอง หรือ อะไรก็ได้ ที่ทำให้เราไม่รับรู้ ความจริงจากโลกภายนอก
แม้เพื่อนหรือญาติพ่อแม่ จะบอกอะไร ยังไงเราก็ตามเราไม่เชื่อ
เราเหมือนถูกผีสิง
เราต้องไปเฮ้าส์ทุกวันเพราะที่นั่นมีคนที่เข้าใจเรามีจุดหมายเดียว กับเรา
ต้องการสำเร็จเหมือนเรา
แล้ววันนึงคนที่หัวเราะเราจะหันมามองเราด้วย ความทึ่ง และ ยอมรับเรา
ที่เเอมเวย์มีแต่เพื่อน เเท้
เป็นครอบครัวนั่นคือสิ่งที่เรา รู้สึกได้ ซึ่งเรากำลังจะเล่าแล้วล่ะ
ว่าต่อไปที่เราค้นพบความจริงเป็นไงเราเริ่มกลายเป็นสาวกแอมเวย์ แล้วอย่างเต็มรูปแบบ
ทุกๆวัน เราพูด แต่เรื่องแอมเวย์เราใช้ของทุกอย่างที่เป็นแอมเวย์
ยาสีฟัน สบู่ น้ำยาล้างจาน แฟ้บ น้ำอากาศ และทุกอย่างที่แอมเวย์จัดจำหน่าย
เช่น กระดาษทิชชู่ หลอดไฟฟิลลิปส์ โอรีโอ น้ำมัน ข้าวสาร
ทุกๆๆอย่างในชีวิตเราคือแอมเวย์ ที่เฮ้าส์จะมี การพูดเปลี่ยนเวรกัน
เราได้รับมอบ หมายให้พูดเรื่อง แอมเวย์กับชีวิตประจำวัน
ซึ่งตอนนั้นเรา เล่าอย่างภาคภูมิใจมากว่าเราบริโภค ทุกอย่างเป็นแอมเวย์จริงๆ
เราเสร็จขั้นตอนการซื้อของมาใช้ แล้วด้วยการหมดเงินไปประมาณแสนหนึ่ง
ถ้าจะได้เราเริ่มกลายเป็นดาวดวงใหม่ ที่ทุกคนตั้งแต่ อัพไลน์ของอัพไลน์ ต้องมาสนใจเป็นพิเศษ
ก็แน่สิ เราสร้างยอดให้เค้าหนิทุกวัน
เราต้องเข้าเฮ้าส์แล้วพี่อัพไลน์พวกนี้จะเรียกเราวางแผนกลยุทธการ ขาย
เค้าเริ่มสอนให้เราชวนคนมาทำ มา สมัครโดยให้เราลิสต์รายชื่อเพื่อนมา ห้า คน
แล้วชวนมาให้ได้ มาที่เฮ้าส์แล้วเดี๋ยวเค้าจะ จัดการให้เอง
เราชวนเพื่อนสนิทเรามา สอง คน จริงๆชวนเจ็ดแต่มาแค่สอง สองคนนี้รักเรา มาก
เราก็รู้ว่าเค้ามาเพราะเกรงใจและ ไม่อยากให้เราเสียใจ
เค้ามาฟังๆโดยที่อัพไลน์เราเป็นคน บรรยาย เราอยู่อีกห้องนึง
เชื่อมั๊ย ว่าคนเป็นสิบๆมาช่วยเราคิดว่าจะทำยังให้เค้าสมัคร
มาบอกทริคมากมายช่วยเรา
บ้างก็บอกว่าให้เค้า จ่ายเงินเลยเพราะเค้ากำลังบิ้วได้ที่ คือกำลังมีอารมณ์ร่วม
ถ้าปล่อยไปพรุ่งนี้มักจะหายจ้อย เรารู้สึกว่าเราต้อง ทำให้ได้
เราต้องเริ่มต้นได้เเล้ว และเป็นจริง เราบังคับเพื่อนเราสองคนให้สมัคร
โดยเราเค้าว่าลองดูก็ไม่เสียหาย มันดี จริงๆ
และเราก็อยากให้เพื่อนรักเราได้เจอในสิ่งดีๆอย่างที่ เราเจอ
เพื่อนเราก็เงียบๆ และก็ตก ปากรับคำสมัคร หลังจากสองคนนั้นกลับไป
ทุกคนต่างมายินดีกับเราในก้าวแรกพร้อมกับคำพูดเด็ด
น้องมีเพชรในมือน้องแล้วนะ อย่าให้หลุดมือ
สองคนนั้นสามารถเป็นเพชรในสายงานน้องได้
ขึ้นอยู่กับน้องแล้วนะว่าอยากสำเร็จ หรือไม่สำเร็จ
และแล้ววันนั้นเราก็ได้อยู่วางแผนกับอัพไลน์และอัพไลน์ของอัพไลน์จนดึก
วางแผนว่าจะทำยังไงกับเพื่อนสองคนนี่ดีจะทำยังไงให้เค้ามาทำเต็มตัว
ให้เค้าซื้อเครื่องกรองอากาศ กรองน้ำภายใน เดือนนี้
เพราะเราทำยอดไว้เยอะแล้ว ถ้ามียอดสองคนนี้มาเพิ่ม
เราก็ได้เบรค ก็คือ ทำยอดทะลุเป้า ได้เลื่อนตำแหน่ง
ซึ่งทุกคนบอกเราว่าต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้ เพราะอีกไม่กี่เปอร์เซนต์เราก็จะเบรคแล้ว
ก่อนที่เราจะจัดการเพื่อนสองคนของเราที่ยอมสมัครเป็นดาวไลน์เรา
เราได้ถูกวางแผนกลยุทธการเยี่ยมบ้านเพื่อนๆ เพื่อขายสินค้า
โดยUplineเราเป็น คนสอนวิธีให้เราทุกอย่าง
เริ่มจากจะ ชวนเค้ายังไง จะทำยังไงให้เค้ายอมให้เราไปสาธิตสินค้า
อัพไลน์เราบอกว่า เค้าจะจัดการสาธิตให้เองและ ไปพร้อมเรา
เพราะเค้าเก่งแล้ว พูดเก่งด้วย ก็แน่สิเค้าเป็นดารานี่ไม่เก่ง ได้ไง
เค้าบอกว่า ขอแค่เราโทรไปนัดคนให้ได้
ที่เหลือเค้าจัดการเองเราก็เลยโทรไปหาเพื่อนๆ
แรกๆเราก็บอกเค้าตรงๆว่าเราจะเค้าไปสาธิตสินค้าแอมเวย์
ซึ่งเพื่อนๆก็จะปฎิเสธ อ้างว่า ไม่ว่าง ติดนู่นนี่
พ่อแม่เค้าก็ไม่ว่างอย่ามาเลยเสีย เวลา
เรากลับไปบอกอัพไลน์เรา ว่าเรา ทำไม่ได้ ไม่มีใครสนใจ
อัพไลน์เรา ปลอบใจเราพร้อมสอน ทริ คการโกหก ต่างๆนานา

โดยให้เริ่มด้วยมุขแรก เค้าสาธิตให้ดูสดสด
สวัสดี อาร์ทเราดามนะ เป็นไงบ้าง
โอโห้ไม่เจอกันตั้งแต่มหาลัยเลยนะหลายปีอยู่
นายเป็นไง สบายดีนะ ที่บ้านพ่อ แม่สบายดีนะ ทำงานอะไรอยู่ อืม
เผอิญ เราผ่านแถวบ้านนาย เราเลยนึกถึงว่าทุกคนสบายดีมั๊ย
คุณพ่อยังทำงานเป็นตำรวจอยู่รึปล่าว อืม เกษียนแล้วหรอ แล้วคุณแม่ล่ะ อ้าว
แล้วน้องนายเรียนที่ไหน อืมดีนะ ทุกคนสบายดี เราก็ดีใจ
แล้วนายปกติเลิกงานกี่โมง ล่ะ อืม อย่างงี้ช่วงสองทุ่มก็ถึงบ้านแล้วสิ ดี ดี
เผื่อเราแวะเข้าไปเยี่ยมคุณพ่อ คุณแม่ด้วย อยากเจอน่ะ มีเบอร์มือถือมั๊ย
แล้วเบอร์ที่ทำงานล่ะ โอเค เดี๋ยวค่อยคุยกัน นะบาย
ขั้นตอนนี้ เค้าเรียกกันว่า เช็คฟอร์ม เก็บรายละเอียด "Form Check"
เป็นขั้นตอนสากลทำเพื่อเก็บรายละเอียดของสมาชิกในบ้าน
เพื่อสร้างความสัมพันธ์ครั้งแรกให้ประทับ ใจ
ให้เค้ารู้สึกว่าเรามาดีไม่ได้ต้องการขายของ
มุขนี้จะใช้กับคนที่ไม่ได้เจอมานาน และ ไม่ รู้ว่าเราทำแอมเวย์
เพราะถ้าเค้ารู้ เค้าก็คงรีบวางหูแล้วล่ะ
เราเริ่มหลอกเพื่อนสำเร็จ ด้วยมุข แรก
หรือมุขที่ว่า เราพึ่งไปฟัง บรรยายเกี่ยวกับสุขภาพมา ดีมากๆเลย
เราอยากเค้าไปแนะนำคุณพ่อคุณแม่เธอน่ะ มีประโยชน์มากๆ
เพื่อนกลุ่มแรกๆที่เรานัด
เค้ายังไม่ค่อยรู้มากนักว่าเราทำ แอมเวย์ จึงใช้ได้ผลกับมุขนี้
ก่อนไป เราก็จะต้องนั่งลิสต์สมาชิกในบ้านเพื่อนคนนั้นๆ ให้อัพไลน์ดู
เพื่อที่จะได้เตรียมของไปขายถูก
เช่น ถ้าเค้า มีน้องที่เป็นเด็กอ่อน เราควรขายเครื่องกรองอากาศ อาหารเสริม
พร้อมกับเตรียมโบรชัวร์ต่างๆ ไปให้พร้อม
แน่นอน เราต้องอย่ายอม แพ้ ถ้าเค้าทำท่าไม่สนใจระหว่างการสาธิต ให้เราทำทุกวิถีทางเพื่อให้เค้าสนใจให้ได้
และวิธีสุดท้ายที่มักได้ ผลก็คือ
ทิ้ง สินค้าไว้ให้เค้าทดลอง หนูอยากให้น้องมีสุขภาพดีจริงๆ
เห็น คุณแม่บอกว่าน้องเค้าชอบจามเวลานอน
มันไม่ดีนะคะ โรคภูมิแพ้เนี่ย ป้องกันและรักษาตั้งแต่เด็กๆจะดีกว่า
เครื่องกรองอากาศเนี่ยได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่ากรองได้ถึง 99.999 เปอร์เซน
ถ้าตอนนี้ยังไม่สนใจซื้อไม่เป็นไรค่ะ ฝากไว้ ให้ทดลองก่อน
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าหนูผ่านมาแถวนี้ จะแวะมารับ กลับ
หนูอยากให้น้องได้อากาศ บริสุทธิ์ค่ะ จะได้ไม่จาม
แน่นอน หนึ่งในห้า มักเกิดความเกรงใจและซื้อสินค้ากับเราในที่สุด
ซึ่งเพื่อนเราไปพูดให้เพื่อนเราอีกทีฟังว่าแม่เค้าซื้อก็เพราะตัดความรำคาญ
จะได้ไม่มาตื้ออีกตอนนั้นเราได ้ฟัง อัพไลน์เราบอกว่า ไม่ต้อง สนใจ
เพราะเราทำหน้าที่ของเราสมบูรณ์ แล้ว
คือแนะนำสิ่งดีๆให้กับคนที่เรารัก
ทั้งๆที่จริงๆน่าจะพูดว่า ไม่ต้องสนใจ ก็เค้า ซื้อแล้ว จ่ายเงินแล้ว
เรายอดเพิ่มแล้วหันไปหาคนอื่นดี กว่า
แอมเวย์เก่งมากเรื่อง จิตวิทยา
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งปีผลการเรียนของเราเทอมนั้นตกหนึ่งตัว
ดร็อปหนึ่งตัว เหลือ เรียน 3 ตัว ซึ่ง 3 ตัวนั้นเรากิน C,C,Dดร็อป
เพราะ ลืมไปสอบQuizเก็บคะแนนก็เลยดร็อปเพราะคิดว่าสู้ต่อไปคงได้ แค่ ด็อก
อีกอย่างวิชานั้นเรียนเช้า ไปเรียนก้ไม่ไหวเพราะกลับก็เกือบเช้าแล้ว ดร็อปดีกว่า
อัพไลน์บอกว่า เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ แก่แล้วก็ยังเรียน ได้
การศึกษาไม่จำกัดอายุ จบตรีมาใช่ ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต
โฟกัส กับสิ่งที่เราทำดีกว่า เรามาครึ่งทางแล้วแน่นอน หมดเงินไป ก็สองสามแสนแล้วนี่
จุดนี้ เราเริ่มกู้ญาติที่เราสนิท โดยจะผ่อนชำระเค้าเดือนละ ห้าพัน เค้าไม่คิด ดอกเพราะเค้ารักเรา
เหตุผลของเราก็ คือ เรากำลังทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งทุกธุรกิจต้องลงทุน
ฉะนั้นการกู้หนี้ยืมสิน ของพวกทำแอ มเวย์เป็นเรื่องธรรมดาเพราะม ันเป็นเงินลงทุน
ยังไงๆก็ได้คืนแน่อนอนอยู่แล้วจุดนี้เเหละเราเริ่มติดบ่วงติดหนี้ แล้ว
ตอนนี้เรามีดาวไลน์ สามคน สองคน ไม่ทำงาน สมัครเพราะความเกรงใจ
ส่วนอีกคน เป็นคนไฟแรงประมาณเรา
อ้อเราไม่ได้โชคดีขนาดว่าเจอเพชรในตม ง่ายอะไรขนาดนั้นนะ
เราโทรหาเพื่อนประมาณร้อยคนเห็นจะได้ รวมญาติด้วย และรวมเพื่อนของเพื่อนด้วย
ทุกคน เริ่มรำคาญเรา บางคนยอมฟังเรา บางคนรีบขอวาง
บางคนไม่รับโทรศัพท์เราเลยเพราะเราพูดแต่ เรื่องชวนเค้าไปสัมนา
เราเสียเงิน เยอะมากๆๆๆจากหัวข้อใหญ่ๆที่จะเล่าให้ฟังนะ
หนึ่ง.... เราเริ่มกักตุนสินค้า เพราะเราชวนใครไม่ได้ขายได้ก็ไม่ มาก
แต่เราต้องการเบรคทำยอดติดกัน หก เดือน เพื่อเลื่อนขั้นเป็น ดีดี
ซึ่ง ก็จัดว่าเป็นตำแหน่งที่เกือบๆใกล้ๆเพชร ทำยังไงล่ะ
ใครจะ ยอมให้เรากู้ แอมเวย์มีวิธี ใครๆก็ทำกัน

บัตร First Choice ไง กับ บัตร Credit Kasikorn Thai Amway
ขั้นแรก เครดิตการ์ด ก็รูด เต็มวงเงิน
แบกเครื่องกรองน้ำเต็มคันรถมาเก็บไว้ที่ บ้าน ขั้นต่อมา สมัครบัตร เฟิร์สชอยส์
ซึ่งสามารถซื้อเครื่องกรองอากาศ โดยเค้ามีตารางให้ผ่อนเป็นงวดๆ
อ๊ะอ๊ะ ไม่ใช่แค่บัตรเดียว อัพไลน์ เราบอกว่า ถ้าเรามีความรับผิดชอบอย่าไปกลัวเลย
ให้เราไปหาญาติแล้ว เอาใบสมัครเฟิร์สชอยส์ไปให้เค้าสมัครและ เซ็นแล้วให้เอามาซื้อเครื่องกรองน้ำ
ตุนๆเพื่อเบรคให้ได้ ไม่ต้องกลัว น้อง ใครๆก็ทำ พี่มีอยู่ 12 ใบ
พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา เพื่อน แฟนเพื่อน พี่ชายเพือน
ยอดเงินในแต่ละใบก็หลักหมื่นสิคะ ถ้าใช้เต็มวงเงิน ก็หลายแสนที่พี่ เค้าเป็นหนี้
แต่เค้าบอกว่าคุ้มแสนคุ้ม กับการรักษาโอกาส นี้ไว้ เพราะเราเดิมมาเกือบถึงเส้นชัยแล้ว
เราไม่มีทางเลือก ถ้ารักจะเป็นนักธุรกิจ ต้องกล้าเสี่ยง รับผิดชอบ
หลังจากนี้ ต้องสัญญากับตัวเองว่าจะทำงานหนัก ออกขายทุกวัน
เอ๊ะ เริ่มขัดแย้งกับตอนที่ชวนมาทำใหม่ๆนี่ ตอนแรกบอกงานสบายๆๆไม่ต้องเหนือย
มีเงินเดือนๆละเป็นแสน เอ๊ะ แต่ตอนนี้หนูเริ่มติดหนี้เป็นแสนๆ
อ้อ อัพไลน์คนนี้ก็ติดหนี้ค่ะ ห้าแสน น่าจะได้ แกเป็นเพชรนะ แต่ติดหนี้
สรุป ด้วยความยังโง่อยู่ หนูไปล่าบัตรเฟิร์สชอยส์จากญาติๆมาได้ 10 ใบ
พร้อมกับมีเครื่องกรองน้ำ 9ตัว กรองอากาศ อีก 7 ตัว
และเครื่องสำอางค์ อาหาร เสริมอีกเป็นโกดัง
เริ่มสมัครบัตรเครดิต เพราะอ้างได้ว่ามีเงินเดือนจากแอมเวย์ ไปขอใบรับรองเงินเดือน ได้

เรามีบัตรเครดิตทุกธนาคาร และใช้ เต็มวงเงินทุกธนาคาร
สุดท้าย ได้ ตำแหน่งค่ะ เป็น ดีดี
มีหนี้ทั้งหมดไม่รวมที่พ่อแม่ช่วย ซื้อตอนต้น 582,000 บาท
เราเริ่มกลาย เป็นคนน่าสงสาร เพราะเพื่อนสนิทเรารู้ว่าเราเป็นหนี้
ข่าวเริ่มแพร่ปากต่อปาก เพื่อนเรามาช่วยกันซื้อครีมคนละขวดสองขวด
ถึงตอนนี้เรา หยุดสต๊อคของแล้วเพราะเรามีหนี้เยอะ
อัพไลน์เราพูดแต่ว่า ให้เราลิสต์รายชื่อเพื่อนมา แล้วเค้าจะช่วยขาย
เชื่อมั๊ย ว่าเราเหมือนเป็นโรคจิต เวลาเรียนเราก็นั่งลิสต์ชื่อ เพื่อน
วิธีก็คือ ลิสต์เป็นชื่อ เพื่อนมา ห้าสิบคน แล้วหัวบนสุดก็เป็นชื่อสินค้า
ตีตารางเป็นช่องๆ แล้วติ๊กดูว่าเพื่อนคนนี้ น่าจะขายสินค้าตัวไหน
เราทำตลอด รถติดก็ทำ นั่งเรียนก็ทำ อยู่บ้านก็ทำ ก่อน นอนก็คิด
เชื่อมั๊ย ว่าเราปล่อยสินค้าไม่ได้เลย เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้ปิดยอดปีบัญชี
ทุกคนสต๊อคเหมือนกันหมด ทุกคนของค้างเหมือนกันหมด ต้องการปล่อยของเหมือนกัน
ขายยิ่งยากหนัก ยิ่งหาดาวไลน์เพิ่มยิ่งยาก เพราะเพื่อนเราเค้ารู้กันหมดแล้วนี่
ว่าเราไปทำแอมเวย์แล้วติดหนี้ติดสินเยอะขนาดไหน เรากลุ้มใจมาก

แต่ดีที่เพื่อนที่ ครั้งหนึ่งเราเคยมองว่า คนพวกเนี่ยไม่ใช่เพื่อนแท้ ไม่เข้า ใจเรา รังเกียจเรา หนีหน้าเรา
เพราะเราแค่อยากแนะนำสิ่งดีๆให้พวกเค้า เค้าหันกลับมาหาเรา เค้า เต็มใจที่จะช่วยเรา
บางคนซื้อเครื่อง กรองน้ำเราด้วย โดยที่เราไม่ต้องไปสาธิตเค้าเลย เพราะเค้า อยากช่วย

ในขณะที่ เพื่อนที่เราเคย คิดว่าเป็นครอบครัว เพื่อนแท้
ง่วน อยู่กับการปล่อยสินค้าที่ตัวเองสต๊อคเหมือนกัน
วันวันก็จะพูดแต่เรื่อง ของ ปล่อยของ
และไม่เคยสนใจว่า ใครจะเดือดร้อนกว่าใคร เพื่อนแท้จริงๆ
และ วิธีที่แย่มากๆที่พวกเค้าทำ แต่เราไม่ได้ทำนะ
เค้าไปหลอกคนมาเป็นดาวไลน์ พยายามให้คนพวกนั้นซื้อสินค้า
และให้ดาวไลน์เค้าซื้อผ่านเค้า โดยเค้าอ้าง ว่าสะดวกกว่า
จริงๆแล้วเค้าไม่ได้ไปซื้อของที่คลังสินค้า ให้
แต่เค้าเอาของที่ตัวเองสต๊อคไว้ ให้แทน
วิธีนี้เรียกกันว่า ปล่อยของลองกรง
พอดาวไลน์ถาม ว่า เอ๊ะทำไมไปเช็คในอินเตอร์เน็ต แล้วไม่มียอดไม่มีพีวีแต้มเลย
เค้าก็ จะบอกว่า อ๋อ ระบบขัดข้อง แต่เเอมเวย์โทรมาบอกแล้ว ว่า จะ เพิ่มยอดให้ทีหลัง
แต่มุขนี้ก็ใช้ได้ ผลนิดหน่อย สำหรับคนโง่ๆเท่านั้น
เราเริ่มรับรู้แล้ว ว่า อะไรที่เราคิดไว้มันช่างโง่เขลา
เราเริ่มไม่ไปประชุม ไม่ไป เฮ้าส์ ไม่ไปสัมนา
เริ่มกลับไปใช้ชิวิตกับเพื่อนที่มหาลัย ติวหนังสือ
เราเริ่มค้นพบเพื่อนที่ แท้จริง ความสนุกในชีวติได้กลับมาอีกครั้ง
กลับบ้านเร็ว ขึ้น พ่อแม่เราแฮปปี้ที่เราเริ่มคิดได้
เราทำงานพิเศษรับสอนพิเศษอีกทางเพื่อผ่อนหนี้
เราพยายามบอกปัดพวกที่แอมเวย์ว่า เราไม่ว่าง
เราเริ่มค้นพบความจริงที่เราโง่เขลามานาน
ตอน นี้ห่างจากตอนที่สมัครแอมเวย์ มา สาม ปี แล้ว
เราเลิกทำไปแล้ว ไม่ได้ไปเฮ้าส์อีก
พี่ๆ อัพไลน์แรกๆโทรมาตามกันทุกวันให้เราไป จนเราให้แม่เรารับและบอกเค้าไปว่า
ตอนนี้เรา เป็นโรคเครียดขอร้องอย่ามาตามเราเลย เราขอหยุดพักแล้ว
พวกเค้าถึงจะยอมเลิกราวี แต่ก็ยังส่งแมสเสจมาตลอด แนวปลุกระดม เหมือนเดิม
เราหยุดทำมาเกือบปีแล้ว หนี้สินตอนนี้เหลือประมาณห้าแสน
เราได้ยินมาว่าอัพไลน์เรา ออกรถเบนซ์แมส
เค้านิยมทฤษฏีสร้างภาพ เพราะเรารู้ว่าเค้ากับแฟนเค้า หนี้สินรุงรังเลย
เพราะเราเคยไปจ่ายเงินที่ธนาคารกับแฟนอัพไลน์เรา เราเห็นเค้า จ่ายทีเป็นปึกๆๆ

ตอนนี้พวกเค้าอาจยัง คิดไม่ได้ ขอเตือน อย่าเด็ดขาด อย่าเชื่อคนง่าย>
อย่าคิดว่า จะยืมจมูกคนอื่นหายใจได้ อนาคต ความ สำเร็จทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา
ไม่มีหรอก งานง่ายๆ นั่ง สบายๆ ได้เดือนละแสน แค่แนะนำบอกต่อ

นี่ คือประสบการณ์จริงที่เราไม่อยากให้ใครต้องเจอเหมือนเรา
แม่เรานั่งรอเรา ถึงตีสองตีสามทุกครั้งที่ เราไป ประชุม
พ่อเราร้องไห้ เพราะได้รู้ว่าเราติดหนี้อยู่ห้าแสน ทั้งๆที่อายุแค่ ยี่สิบ
น้องเรา อาย เพื่อน เพราะเวลาเราเจอเพื่อนน้องเราก็จะพูดแต่แอมเวย์
เพื่อนๆ ต้องเดือดร้อน เพราะเราตื้อตลอดเวลา และกลัวว่าเราจะขายของเค้า
เวลาที่เสียไป เงินทอง เพราะเรา แค่อยากมีเงินอยากมีงานสบายๆ เชื่อคนง่าย โดนครอบงำ
ขอบคุณทุกคนที่ อ่าน
พิ่มเติม

Saturday, June 26, 2010

เอารูปภาพการแข่งขันหุ่นยนต์ TPA 2010 ที่ The Mall Bangkapi มาให้ดูกัน

Tpa 2010 เป็นการจัดแข่งหันหุ่นยนต์เพื่อคัดเลือกทีมจากอุดมศึกษาทั่วประเทศจำนวน 16 ทีม ไปแข่งขัน ABU ROBOCON 2010 ที่ Impact เมืองทองธานี ร่วมกับอาชีวศึกษาจำนวน 16 ทีม ในวันที่ 11 - 12 มิถุนายน ปีนี้ โดย ทีมที่ชนะในการแข่งขันที่ Impact จะได้เป็นตัวแทนประเทศไปแข่งขันที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

ซึ่งการจัดการแข่งขันครั้งนี้ ทีม TRCC จาก Kmutt ได้ผ่านเข้ารอบ 32 ทีม ที่ลาดกระบัง ดังนั้นจึงได้สิทธิไปแข่งที่ The mall bangkapi แต่แล้วทีมเราได้ตกรอบอีกแล้ว วันนี้ผมได้เอารูปการแข่งขันมาให้ดูกัน และผลการแข่งขันครั้งนี้ คือ

รางวัลชนะเลิศ
ทีม ลูกเจ้าแม่คลองประปา The OMEGA 3 จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1
ทีม BioNicBot I จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2
ทีม iRAP ปูนขาว 2010 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ทีม สุรเดโช NEUTRINO จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม
ทีม MECHATRONICS IMMORTAL จากสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

รางวัล TPA Robot of The Year
ทีม iRAP ปูนขาว 2010 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

แล้วทีม TRCC ไปไหนหว่า

รูปถ่ายสมาชิกทีม Trcc จากทีม Kmutt

หัวหลักหัวต่อในการทำหุ่นยนต์ครั้งนี้ พี่โชค Fibo

น้อง ๆ พี่ ๆ กำลังวิเคราะห์เกมกันอยุ่ ๆ



น้องพอช กำลังนั่ง set หุ่นยนต์ auto อยู่


พี่แกะและน้องปอนด์กำลังแก้หุ่นยนต์กันอยู่

น้องกอล์ฟบอกว่าสองนิ้วสู้ ๆครับ


พี่พลกับอร กำลัง check ความเรียบร้อยของหุ่นยนต์อยู่






หุ่นยนต์ Manual ของทีม TRCC


คลิปการแข่งขัน
video

video

เดียวได้รูปเพิ่มเติ่มแล้วจะมาเพิ่มให้นะครับ



สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ Sponsor ของเรา

เผย...เคล็ดลับ!!! ความจำดี-อ่านและรู้แล้ว ให้ "รีบนอนให้หลับ"


เคล็ดให้ความจำระยะยาวฝังหัว พอรู้แล้วให้งีบ หลับกลางวันเสีย มีข้อแนะนำกับผู้ที่อ่านข่าวเรื่องนี้ว่า หากอยากจะจดจำให้ได้แม่น พออ่านจบแล้วให้ไปรีบนอนงีบให้หลับเสีย
นักวิจัยสมองของมหาวิทยาลัยไฮฟาของอิสราเอล ได้สำรวจพบวี่แววว่า การนอนช่วยเก็บงำความจำระยะยาวที่บางครั้งบางคราวมักจะผ่านไปเร็วให้ โดยเฉพาะหากได้ นอนกลางวันได้นาน 90 นาที จะได้ผลดีที่สุด
นายอาวี คาร์นี นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า “เราก็ยังไม่รู้กลไกของขบวนการความจำที่เป็นไปตอนนอนหลับชัดเจนเหมือนกัน แต่ผลการวิจัยส่อว่า มันอาจจะเป็นไปได้ว่าช่วยเร่งฝังหัวไว้ให้เร็วขึ้น”
ความจำระยะยาว หมายถึงความจำที่คงอยู่กับเราได้แรมปี อย่างเช่น การได้รับอุบัติเหตุทางรถ หรือความจำในวิธีการต่างๆ เช่น การฝึกตีกลอง
เขารายงานผลการศึกษาวิจัยในวารสาร “ประสาทวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” ของสหรัฐฯว่า ได้ทำการศึกษาโดยการบอกให้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จดจำวิธีการบางอย่าง หลังจากนั้นให้กลุ่มที่หนึ่งงีบตอนบ่ายไปนาน 1 ชม. พบว่ากลุ่มที่ได้งีบ แสดงให้เห็นว่าทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งยังพบด้วยว่า การหลับชั่ว 90 นาที ช่วยให้สมองเก็บงำความจำระยะยาวได้เร็วขึ้นมาก
ดร.คาร์นีกล่าวชี้ว่า “การนอนงีบกลางวัน จะช่วยย่นระยะเวลาของการเก็บงำความจำ แทนที่ต้องใช้เวลาตั้ง 6-8 ชม. สมองสามารถบีบอัดความจำ ชั่วในเวลาหลับแค่ 90 นาที เอาไว้ได้”.

เคล็ดลับง่ายๆสำหรับการสอบเอ็นทรานซ์

การสอบ Entrance เป็นกิจกรรมที่น้อง ๆ ม.ปลาย ต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
น้องที่กำลังศึกษาอยู่ ม. 6 ที่ต้องเก็บตัวเงียบๆ เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมให้มากในการนำไปสอบแข่งขัน เพื่อให้มีโอกาส
เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงต่อไป หากน้อง ๆ มีทักษะในการทำข้อสอบมากพอ ก็จะทำให้เกิดความ
มั่นใจและประสบความสำเร็จได้ ในการที่จะทำข้อสอบให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนั้น ต้องมีการวางแผนการศึกษาตั้ง
แต่เนิ่น ๆ ควรให้เวลากับการศึกษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ซึ่งการสอบ Entrance ที่ผ่านมา น้อง ๆ แต่ละคนอาจ
จะมีเคล็ดลับการสอบที่แตกต่างกันแล้วแต่ว่าใครจะงัดอะไรออกมาสู้กัน (ด้วยความสุจริต) ซึ่งได้แก่ ทางไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ หรือ การมีเคล็ดลับการเดาข้อสอบต่าง ๆ ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกของน้องๆ แต่ละคน ซึ่งฉบับนี้ได้นำเคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับการสอบ Entrance มาฝากน้อง ๆ เพื่อให้การสอบเป็นไปอย่างราบรื่น

  1. การเตรียมความพร้อมก่อนวันสอบ น้อง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับตารางสอบให้มาก ๆ เพราะตารางสอบจะบ่งบอกถึง วัน เวลา วิชาที่สอบ และสถานที่สอบ ให้กับน้อง ๆ ตลอดจนการสำรวจสถานที่สอบก่อนไปสอบจริงด้วย เพราะหากน้อง ๆ ดูไม่ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว นั่นหมายถึงว่าน้องได้ตัดโอกาสของตนเองด้วย ส่วนเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบ เช่น ดินสอ 2B หรือมากกว่านั้น เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันว่าน้องเป็นคนสมัครและเป็นคนมาสอบด้วยตนเองให้พร้อม (ไม่ควรมาหาเอาตอนจะไปสอบจะไม่ทันกาล)
  2. ความพร้อมของน้อง ๆ เอง โดยก่อนออกจากบ้านไปยังสถานที่สอบ น้อง ๆ ให้ความสำคัญกับการแต่งกายหรือยัง การแต่งกายต้องสุภาพเรียบร้อย (ชุดนักเรียน) ถูกต้องตามระเบียบการแต่งกายของนักเรียนระดับ ม. ปลายหรือยัง ถ้ายังสำรวจตัวเองก่อนที่คณะกรรมการผู้คุมสอบจะไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบนะคะ แล้วอย่าลืมอุปกรณ์และเอกสารที่เตรียมไว้นะ จะได้ไม่เสียเวลาและไม่ทำให้น้องหงุดหงิดได้ค่ะ อย่าลืมว่าต้องไปทักทายเพื่อน ๆ ก่อนเข้าห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงด้วยนะ เพื่อลดความวิตกกังวลและรู้สึกผ่อนคลาย จะได้รู้สึกดีและมั่นใจในการสอบ
  3. เมื่อเข้าห้องสอบนั่งนิ่ง ๆ ทำใจให้สบาย ฟังคำชี้แจงจากคณะกรรมการคุมสอบให้ละเอียด ไม่เข้าใจให้สอบถามทันที เขียนชื่อ - สกุล รหัส ในกระดาษคำตอบให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะถ้าลืม ต่อให้เก่งสักเท่าไร บวก ไสยศาสตร์ก็ช่วยอะไรน้อง ๆ ไม่ได้นะคะ
  4. รวบรวมสติให้มั่น อ่านคำชี้แจงให้ชัดเจน และให้เข้าใจ พร้อมทั้งสำรวจว่าข้อสอบที่ได้มีจำนวนข้อ และจำนวนหน้าตรงตามคำชี้แจงที่ข้อสอบได้ระบุไว้หรือไม่ ถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบแจ้งคณะกรรมการคุมสอบโดยเร็ว
  5. น้องต้องวางแผนการใช้เวลาในการสอบทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในการทำข้อสอบข้อละกี่นาที จึงจะเสร็จ น้อง ๆ ควรควบคุมและใช้เวลาในการทำข้อสอบตามแผนที่วางไว้ เพราะเมื่อพบข้อที่ยาก อาจจะทำให้ทั้งเวลาและความรู้สึกของน้องเสียไปได้
  6. ให้น้อง ๆ รีบจดสาระสำคัญ เช่น สูตร หรือข้อความที่ต้องใข้ในวิชานั้น ๆ ลงในกระดาษคำถามก่อนที่ความตื่นเต้นจะทำให้ลืมไปเสียก่อน (แล้วอย่าเผลอไปจดใส่กระดาษอื่น ๆ ล่ะ เดี๋ยวเจอข้อหาทุจริตได้ จะหาว่าไม่เตือน)
  7. ให้น้อง ๆ เลือกทำข้อสอบในส่วนของข้อที่ง่ายก่อน แล้วค่อยทำข้อสอบในส่วนที่ยากต่อไป เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ในสถานการณ์ที่พบข้อที่ยากให้ทำเครื่องหมายและข้ามไปทำข้อถัดไปก่อนแล้วจึงย้อนกลับมาทำใหม่ ให้น้อง ๆ ระวังข้อคำถามหรือต้องเลือกที่มีคำที่เป็นปฏิเสธ หรือปฏิเสธซ้อนปฏิเสธให้ใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาความหมายที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เสียคะแนนได้
  8. น้องควรใช้ความรู้ในการทำข้อสอบและไม่ต้องสนใจกับรูปแบบของข้อที่ตอบให้มากนัก เช่น ตอบข้อ ก แล้ว ข้อถัดไปไม่ควรจะเป็นข้อ ก อีก เป็นต้น ให้น้องคำนึงถึงตัวเนื้อหาที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องดีกว่า เพราะถ้าน้องยึดติดกับตัวรูปแบบของการตอบแล้ว อาจทำให้พลาดจากคะแนนที่ต้องการได้ค่ะ
  9. การตอบปกติแล้วคำตอบที่คิดไว้เป็นครั้งแรกมักจะเป็นคำตอบที่ถูก แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนคำตอบ ควรเปลี่ยนเมื่อแน่ใจจริง ๆ ว่าที่ตอบมาแล้วตอบผิด แต่หากไม่แน่ใจให้น้องคงคำตอบเดิมไว้นะคะ ความรู้ไม่เข้าใครออกใคร ความคิดของน้องครั้งแรกจะเป็นจะเป็นตัวช่วยเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้คะ ถ้าเวลาในการทำข้อสอบเหลือพอที่จะทบทวนให้น้องย้อนกลับไปทบทวนเฉพาะข้อที่ยากและไม่เข้าใจ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง และถ้าข้อสอบที่มีตัวเลือกเหลือให้ต้องเดาต้องเดาอย่างมีหลักการของความถูกต้องนะคะ เพราะไม่งั้นคะแนนอาจติดลบได้ค่ะ แต่บางคนมีเคล็ดลับการเดาที่ดี คือ การมีพื้นฐาน ความรู้และประสบการณ์ ก็อาจทำแต้มขึ้นมาได้ค่ะ
  10. แนวโน้มเนื้อหาในการสอบ Entrance และคะแนนของข้อสอบแต่ละวิชา จะมีน้ำหนักที่ต่างกันออกไป ค่าของคะแนนจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาที่ออกเป็นส่วนใหญ่ ข้อสอบที่นิยมนำมาทดสอบน้อง ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ ข้อสอบแบบ ปรนัย และ ข้อสอบแบบอัตนัย ซึ่งน้อง ๆ บางคนอาจจะสับสนกับ คำว่า "ปรนัย" และ "อัตนัย" อยู่บ้าง "ปรนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม พร้อมตัวเลือกให้เลือกตอบ จำนวน 4 ตัวเลือก (ระดับมัธยมศึกษา) และ "อัตนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม เพียงอย่างเดียว แล้วให้น้องหาคำตอบจากการแสดงวิธีทำ เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปเนื้อหาของข้อสอบที่ใช้ จะวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียนมากกว่า โดยใช้หลักการของนักจิตวิทยาการศึกษา ชื่อว่า Benjamin S. Bloom (น้อง ๆ คงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้มาบ้างแล้ว) ซึ่ง Bloom เองได้กำหนด พฤติกรรมการเรียนรู้ ไว้ดังนี้
    • ความรู้ ความจำ หมายถึง การวัดความสามารถในการระลึกได้ถึงประสบการณ์ที่เคยศึกษา ความจำอาจเป็นการถามความเกี่ยวกับศัพท์ และนิยามกฎเกณฑ์ วิธีการ เป็นต้นโดยคำถามมักจะใช้คำว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร
    • ความเข้าใจ หมายถึง การวัดความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ
    • การนำไปใช้ หมายถึง การนำหลักวิชาไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่
    • การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะส่วนต่าง ๆของเหตุการณ์หรือเรื่องราวว่า เป็นอย่างไร การวิเคราะห์ถึงความสำคัญ ความสัมพันธ์หรือหลักการเป็นต้น
    • การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมสิ่งที่ศึกษาเข้าด้วยกันเป็นสิ่งใหม่ หรือรูปแบบใหม่ อาจเป็นการสังเคราะห์ข้อความ การวางแผนงานล่วงหน้าหรือความสัมพันธ์ เป็นต้น
    • การประเมินค่า หมายถึงความสามารถในการพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้ศึกษามาทั้งหมดว่าตัดสินได้ว่าอย่างไร โดยข้อสอบที่ นำมาทดสอบน้องในการสอบ Entrance แต่ละปีนั้น ก็มักจะ
    นำพฤติกรรมการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาเป็นตัวทดสอบความรู้ของน้อง ๆ เอง โดยที่น้องต้องรู้ว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ทางผู้ออกข้อสอบนำมาใช้นั้น เป็นแนวใด และมีลักษณะเช่นไรแล้ว จะทำให้ น้อง ๆ มีแนวทางใน การเตรียมตัวอ่านหนังสือและเตรียมตัวสอบ Entrance ต่อไป
  11. น้องๆ อย่าลืมตรวจสอบกระดาษคำตอบว่าได้ตอบทุกข้อคำถามและเลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือกเท่านั้นก่อนส่งให้กรรมการคุมสอบด้วยนะคะ
  12. หลังสอบเสร็จแล้วให้น้อง ๆ กลับไปทบทวนในข้อที่ยากหรือข้อที่ไม่แน่ใจทันที เพื่อเป็นการเรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนอีกครั้ง สำหรับในการสอบครั้งต่อไป
    น้อง ๆ บางคน อาจจะเห็นความสำคัญของเนื้อหาในเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่อย่าประมาทนะคะ เพราะความประมาททำให้พลาดโอกาสมานักต่อนักแล้ว เตรียมตัวกันไว้แต่เนิ่น ๆ จะทำให้ไปเดินโก้ในมหาวิทยาลัยได้ค่ะ

"ความสำเร็จในทางการศึกษา มิได้มาเพราะโชคช่วย หรือด้วยคำพร่ำภาวนา
แต่มาจากการไขว่คว้า พยายาม เอาจริงเอาจังและมีวินัย"

ปัญหาที่พบบ่อยๆ..เหตุเบื่ออ่านหนังสือ

ตาเพลีย (eyestrain)

ในยามที่ตาอ่อนเปลี้ยเพลียกำลังลง จะทำให้เราไม่สามารถตั้งสมาธิ ในการอ่านหนังสือต่อไปได้เพราะจะมีอาการปวดรอบๆ ตาและหน้าผาก เราเรียกว่า " ตาเพลีย " ซึ่งมักเกิดจากการใช้สายตามากในการอ่านเพื่อการทำงาน หรืออ่านตำราเพื่อการศึกษาหรือสอบก็ตาม ซึ่งถ้าแหล่งของแสงไม่เพียงพอ หรือมีความผิดปกติในการนำภาพเป็นลำแสงให้ตกลงพอดีที่จอรับภาพด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเกิดง่ายขึ้น สาเหตุที่ทำให้ตาเพลียได้บ่อยคือ คนที่มีสายตายาว ทำให้กล้ามเนื้อบังคับการเคลื่อนไหวของลูกตาต้องทำงานหนักในความพยายาม ที่จะเปลี่ยนรูปร่างของเลนส์จนแสงตกที่จอรับภาพให้ได้ นานๆ เข้ากล้ามเนื้อก็ล้า รวมทั้งกล้ามเนื้อหน้าผากและก่อให้เกิดอาการปวดดังกล่าว ภาวะนี้จะลดลงได้ถ้าจัดแสงให้เหมาะสม โดยให้ส่องมาจากด้านหลังไหล่ หรือใช้ตาอ่านหนังสือแล้วพักเป็นระยะๆ และถ้าจำเป็นก็ให้ใช้แว่นที่ตัดมาอย่างเหมาะสม

ฝึกการอ่านหนังสือ อย่างมีประสิทธิภาพ

การอ่านหนังสือ ไม่ใช่เพียงแค่อ่านข้อความตามตัวหนังสือ ที่มีไว้ในหนังสือให้จบเล่มเท่านั้น แต่การอ่านนั้นมีจุดประสงค์สำคัญคือการรับรู้ความหมาย และทำความเข้าใจกับข้อความที่เขียนเป็นตัวหนังสือ การจะอ่านหนังสือให้มีประสิทธิภาพ นักศึกษาต้องรู้ว่าก่อนว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อ่านหนังสือได้ขาดประสิทธิภาพ และ พยายามแก้ไขตามสาเหตุเหล่านั้น

สาเหตุที่ทำให้การอ่านหนังสือขาด ประสิทธิภาพ มีดังนี้
- การอ่านทีละคำ
- การอ่านออกเสียง
- ปัญหาเกี่ยวกับศัพท์เฉพาะ
- การใช้วิธีเดียวกันตลอดในการอ่านทุกประเภท
- การใช้นิ้วชี้ข้อความตามไปด้วยในขณะอ่าน
- การอ่านซ้ำไปซ้ำมา
- การขาดสมาธิในการอ่าน

ข้อเสนอแนะที่ช่วยให้นักศึกษาอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ

- ไม่อ่านทีละคำ
การอ่านทีละคำทำให้อ่านหนังสือได้ช้า เพราะมุ่งหาความหมายของคำทีละคำ สามารถแก้ไขได้โดยตั้งใจไว้ว่า เมื่ออ่านหนังสือทุกครั้ง จะจับใจความสำคัญของประโยคด้วยการใช้สายตาเพียงครั้งเดียว และได้ความหมายทันที

- ไม่อ่านออกเสียง
การอ่านหนังสือออกเสียงไปทีละตัว โดยทั่วไปติดมาจากนิสัยการอ่านสมัยชั้นประถม การอ่านออกเสียงไม่ว่าจะมีเสียงออกมาหรือมีเสียงในคอ การอ่านแบบนี้อ่านได้ช้าทั้งสิ้นเพราะมุ่งแต่ออกเสียงตามตัวหนังสือที่ปรากฏ การอ่านได้เร็วสามารถแก้ไขได้โดยพยายามทำให้การมอง เห็นรูปทรง และการประสมคำของตัวหนังสือ สามารถผ่านขั้นตอนการรับรู้ของเราไปสู่สมองได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาพินิจพิเคราะห์ว่า มันมีเสียงอะไรการแก้ไขให้ใช้นิ้วปิดปากในขณะอ่านตลอดเวลาจะทำให้อ่านได้ดีขึ้น และเมื่อปฏิบัติเช่นนี้จนติดเป็นนิสัยแล้ว จะพบว่าทำให้อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

- ไม่มีกังวลเกี่ยวกับศัพท์เฉพาะ
การหยุดและกังวลเกี่ยวกับคำศัพท์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจะทำให้จังหวะในการอ่านและแนวคิดในการอ่านประโยคนั้นหายไป ดังนั้นแม้ว่าจะไม่รู้ศัพท์บางคำก็สามารถหาความหมายของศัพท์นั้นได้ โดยดูจากข้อความในประโยค ถ้าใช้ความคิดคิดตามตลอดเรื่อง

- ไม่ใช้วิธีเดียวกันตลอดในการอ่านทุกประเภท
นักศึกษาควรใช้วิธีการอ่านที่แตกต่างกันในแต่ละเรื่องที่อ่าน เช่น อ่านเรื่องเบาสมองก็อ่านเร็วได้ ถ้าอ่านตำราวิชาการต้องใช้ความคิดพิจารณาเนื้อเรื่องก็ใช้เวลาอ่านนานขึ้นนั้นคือผู้อ่านต้องรู้จุดประสงค์ของเรื่องที่จะอ่านด้วย จึงจะได้ประโยชน์ที่แท้จริง

- ไม่ใช้นิ้วชี้ข้อความตามไปด้วยในขณะอ่าน
จะทำให้อ่านได้ช้าลง การใช้สายตากวาดไปตามบรรทัดจะเร็วกว่าการใช้นิ้วชี้เพราะสายตาเคลื่อนที่เร็วกว่านิ้ว วิธีแก้นิสัยนี้อาจทำได้โดยใช้มือจับหนังสือหรือประสานมือกันไว้ในขณะอ่านหนังสือ

- ไม่อ่านซ้ำไปซ้ำมา
การอ่านเนื้อเรื่องที่ไม่เข้าใจ เป็นการชี้ให้เห็นว่านักศึกษาไม่มั่นใจที่จะดึงเอาความสำคัญของเนื้อความนั้นออกมาได้ด้วยความสามารถของตนเอง เหตุนี้จึงทำให้อ่านช้าลงเพราะคอยคิดแต่จะกลับไปอ่านใหม่ แทนที่จะอ่านไปทั้งหน้าเพื่อหาแนวคิดใหม่ จงพยายามอ่านครั้งเดียวอย่างตั้งใจความคิดทั้งหลายจะค่อย ๆ มาเอง ไม่ต้องกังวลว่าตนเองอ่านไม่รู้เรื่อง

- มีสมาธิในการอ่าน
การปล่อยให้ความตั้งใจและความคงที่ของอารมณ์ล่องลอยไปกับความคิดที่สอดแทรกเข้ามาขณะอ่าน จะทำให้ไม่ได้รับความรู้อะไรจากการอ่านเลย นักศึกษาจะต้องพัฒนาความสามารถ โดยฝึกจิตให้แน่วแน่มุ่งความสนใจอยู่ที่หนังสือเพียงอย่างเดียว

ความสามารถในการอ่านสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกฝน ทำตาม ข้อเสนอแนะในการอ่านข้างต้น ถ้านักศึกษาพยายามฝึกฝนการอ่านให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อ่านให้ได้เร็วขึ้น ต่อไปนักศึกษาก็จะเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการเรียน และประสบผลสำเร็จในการศึกษา

4 ขั้นตอน การจัดตารางการอ่านหนังสือ

จริงๆ แล้วการอ่านหนังสือตอนที่พี่อ่านเตรียมสอบ ไม่ได้จัดตารางเลยครับ เพราะเคยทำแล้ว ทำไม่ได้ แล้วจะอ่านให้มีประสิทธิภาพทำอย่างไร ตอบได้คำเดียวครับ “อ่านเมื่ออยากอ่าน” แต่ต้องไม่ใช่ว่ามีแต่ไม่อยากอ่านนะ ต้องทำให้อยากอ่านบ่อยๆ อยากอ่านมากๆ อยากรู้มากๆ เพื่อให้การอ่านมีประสิทธิภาพครับ อ่านทุกเวลาที่สามารถทำได้นั่นแหละดีที่สุด
เพื่อนพี่เคยติดสูตรไว้ใน ห้องน้ำ พกสูตรติดตัว พกโน้ตย่อไว้ที่กระเป๋าเสื้อตลอดเวลา บางคนมีหนังสือติดตัวทุกที่ เพื่อให้ อยากอ่านเมื่อไร ก็หยิบขึ้นมาอ่านได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องจัดตารางเอาละ แล้วถ้าจะจัดตารางเวลาอ่านหนังสือ จะทำยังไงดี พี่ขอว่าเป็นข้อๆ เลยดีกว่าครับ
  1. เลือกเวลาที่เหมาะสม
    เวลาที่เหมาะสมหมายความว่า เวลาที่น้องต้องการจะอ่าน เวลาที่ว่างจากงานอื่น เวลาที่อยากจะอ่านหนังสือ หรือเป็นเวลาที่อ่านแล้วได้เนื้อหามากที่สุด เข้าใจมากที่สุด เวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่านตอนเช้าตรู่ บางคนชอบอ่านตอนกลางคืนก่อนนอน บางคนชอบอ่านเวลากลางวัน แล้วแต่การจัดสรรเวลาของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน น้องต้องเลือกดูเวลาที่เหมาะสมของตัวเองนะครับ การจัดเวลาต้องให้ได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงครับ วันนึงถ้าอ่านหนังสือแค่วันละ 2 ชั่วโมงน้อยมาก
  2. วางลำดับวิชาและเนื้อหา
    ขั้นตอนต่อมา คือ เลือกวิชาที่จะอ่าน มีหลักง่ายๆ คือ เอาวิชาที่ชอบก่อน เพื่อให้เราอ่านได้เยอะๆ และอ่านได้เร็ว ควรเลือกเรื่องที่ชอบอ่านก่อนเป็นอันดับแรก จะได้มีกำลังใจอ่านเนื้อหาอื่นต่อไป ไม่แนะนำวิชาที่ยาก และเนื้อหาที่ไม่ชอบนะครับ เพราะจะทำให้เสียเวลาเปล่า การอ่านหนังสือควรอ่านให้ได้ตามที่เราวางแผนเอาไว้ วิธีการก็คือ List รายการหรือเนื้อหา บทที่จะอ่านให้หมด จากนั้นค่อยเลือกลำดับเนื้อหาว่าจะอ่านเรื่องใดก่อนหลัง แล้วค่อยลงมืออ่าน
  3. ลงมือทำ
    ยังไง ถ้าไม่มีข้อนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ การลงมือทำคือการลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เหมือนกับที่พี่เคยเขียนไว้ว่า อย่าฝากอนาคตของตัวเองไว้กับความขี้เกียจของวันนี้ บางคนลงมือทำ แต่ไม่จริงจัง ก็ไม่ได้นะครับ ขอให้นึกถึงชาวนาแล้วกัน ถ้าลงมือทำนาเริ่มตั้งแต่หว่าน ไถ แล้วทิ้งค้างไว้แต่ไม่ทำให้สำเร็จ ไม่ดูแลจนกระทั่งเก็บเกี่ยว หรือทิ้งไว้ไม่เก็บเกี่ยว การทำนาก็จะไม่สำเร็จ เราก็จะไม่มีข้าวกิน ดังนั้น ขอให้น้องๆ “ทำอะไร ทำจริง” แล้วกันนะครับ ทำให้ได้จริงๆ
  4. ตรวจสอบผลงาน
    ผลของการอ่าน ดูได้จากว่า ทำข้อสอบได้หรือไม่ ถ้าอ่านแล้วทำข้อสอบได้ ก็แสดงว่าอ่านรู้เรื่อง อ่านเข้าใจ ได้เนื้อหาจริงๆ แต่ถ้าอ่านแล้วทำข้อสอบไม่ได้ ก็ต้องกลับไปทบทวนใหม่ พี่ขอแนะนำว่า อ่านแล้วต้องจดบันทึกไว้ด้วยนะครับ จะได้รู้ว่า เราอ่านไปถึงไหนแล้ว และอ่านไปได้เนื้อหาอะไรบ้าง การจดบันทึก ก็คือการทำโน้ตย่อนั่นแหละ ทำสรุปไว้เลยว่าอ่านอะไรไปแล้วบ้าง เก็บไว้ให้มากที่สุด จะได้เป็นผลงานของตัวเอง เก็บไว้อ่านเมื่อต้องการ เก็บไว้อ่านตอนใกล้สอบ
อยากจะบอกว่าช่วงนี้ยังมีเวลาเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นที่ดี ยังไม่สายเกินไปหากคิดจะเริ่มอย่างจริงจัง อย่าอ่านเพียงแค่ได้เปิดหนังสือ อย่าโกหกตัวเองว่าได้อ่านแล้ว อย่าหลอกตัวเอง อย่าหลอกคนอื่น ความรู้ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ หลอกคนอื่นอาจหลอกได้ หลอกตัวเองไม่ได้แน่นอน คนที่รู้จักเรามากที่สุดก็คือ ตัวเราเองนี่แหละ ตั้งใจทำ ทำเพื่ออนาคตของตัวเองนะครับ
ขอให้โชคดีประสบความสำเร็จครับ

เคล็ดลับ 13 ประการ เพื่อ การเรียน อย่างมี ประสิทธิภาพ

  1. รับผิดชอบ
    - รับผิดชอบตนเอง ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เป็นผู้ชนะจากความสามารถของตน
  2. เริ่มต้นดี
    - ช่วงเดือนแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ถือเป็นช่วงวิกฤตของน้องใหม่ หากเริ่มต้นดี ความสำเร็จจะไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม
  3. กำหนดเป้าหมายในการเรียนอย่างแน่วแน่
    - กำหนดเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทุ่มเทความพยายามให้บรรลุเป้าหมายนั้น
  4. วางแผน และจัดการ
    - มีการวางแผน จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ต้องทำ หากทำตารางเวลาเป็นรายสัปดาห์ได้ยิ่งดี
  5. มีวินัยต่อตนเอง
    - เมื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผน และจัดการ ตามข้อ 4 และ 5 แล้วต้องสัญญากับตนเองอย่างแน่วแน่ที่จะมีวินัย และปฏิบัติตาม
  6. อย่าล้าสมัย
    - วิทยาการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การค้นคว้าหาความรู้ ต้องอิงกับข้อมูลที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์
  7. ฝึกฝนตนเองให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
    - ศึกษาข้อเสนอแนะในคู่มือเล่มนี้ และฝึกทักษะการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ติดตัวตลอดไป
  8. เตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ชั้นเรียน
    - เตรียมตัวเป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างแข็งขัน หากเป็นไปได้เตรียมอ่านเอกสารที่จะเรียนมาก่อนเข้าห้องเรียน
  9. มุ่งมั้น จดจ่อต่อบทเรียน
    - มีสมาธิ สนใจ ตั้งใจ เวลาอาจารย์สอน ไม่เข้าเรียนเพื่อพูดคุยกัน ซังกะตาม รอเวลาเลิกชั้น
  10. เป็นตัวของตัวเอง
    - รู้จักคิดและทำ ด้วยความสามารถของตนเองคิดเสมอว่าเราเป็นผู้หนึ่งที่มีศักยภาพสูง
  11. มีความกระตือรือล้น
    - ความสำเร็จเป็นของผู้ที่มีความริเริ่ม เป็นฝ่ายรุกที่จะมุ่งหน้า และคว้าความสำเร็จเป็นของตน
  12. มีสุขภาพดี
    - อย่าลืมใส่ใจต่อสุขภาพร่างกาย กิจกรรมนันทนาการ และกิจกรรมสังคม วางแผนจัดเวลาต่อสิ่งเหล่านี้ให้พอเหมาะ
  13. เรียนอย่างมีความสุข
    - พยายามเก็บเกี่ยวความน่าสนใจในบทเรียน คิดเสมอว่าทุกวิชาน่าเรียนรู้ น่าสนุกทั้งนั้น แล้วท่านจะพบว่า เราก็เรียนอย่างมีความสุขได้

เคล็ดไม่ลับวิธีทำความเข้าใจและจดจำ บทเรียนได้อย่างแม่นยำ

เคล็ดลับการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนนี้ เป็นเทคนิคง่าย ๆ นักเรียนนักศึกษาสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกคน ขอแต่เพียงเข้าใจเคล็ดลับวิธีการเท่านั้นเอง หัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียน คือ การหมั่นฝึกฝนตามขั้นตอนให้เกิดความเคยชิน จนติดกลายเป็นนิสัยการอ่าน เพื่อทำความเข้าใจนี้จะแตกต่างจากการอ่านเพียงเพื่อท่องจำ

Robot Contest
  1. เวลาอ่านบทเรียนหรือตำรา ให้อ่านอย่างตั้งใจ แต่ทว่าเราจะไม่อ่านไปเรื่อย ๆ คือเราจะ หยุดอ่านเมื่อจบย่อหน้าหรือหยุดเมื่ออ่านไปได้พอสมควรแล้ว
  2. จากนั้นให้ปิดหนังสือ ! แล้วลองอธิบายสิ่งที่ตนเองได้อ่านมาให้ตัวเองฟัง คือ เราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังด้วยภาษาสำนวนของเราเอง ฟังแล้วเข้าใจหรือเปล่า หากเราสามารถอธิบายให้ตัวเองฟังรู้เรื่อง แสดงว่าเราเข้าใจแล้ว ให้อ่านต่อไปได้
  3. หากตอนใดเราอ่านแล้วแต่ไม่สามารถอธิบายให้ตัวเองรู้เรื่อง แสดงว่ายังไม่เข้าใจ ให้กลับไปอ่านทบทวนใหม่อีกครั้ง
  4. หากเราพยายามอ่านหลายรอบแล้วยังไม่เข้าใจจริงๆให้จดโน้ตไว้เพื่อนำไปถามอาจารย์ จากนั้นให้อ่านต่อไป
  5. ข้อมูลบางอย่างในตำราจำเป็นที่จะต้องท่องจำ เช่น ตัวเลข สถิติ ชื่อสถานที่ บุคคล หรือ สูตร ต่าง ๆ ฯลฯ ก็ควรท่องจำไว้ด้วย เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
  6. การเรียนด้วยวิธีท่องจำโดยปราศจากความเข้าใจ เรียนไปก็ลืมไป สูญเสียเวลา เปล่าประโยชน์ เสียเงินทอง
  7. การเรียนที่เน้นแต่ความเข้าใจ โดยไม่ยอมท่องจำ ก็จะทำให้เราเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ไม่ชัดเจน คลุมเครือ
  8. ดังนั้นจึงขอสรุปเทคนิคง่าย ๆ สั้น ๆ ดังต่อไปนี้ :-
    ก.ให้อ่านหนังสือ สลับกับ การอธิบายให้ตัวเองฟังข.ให้ท่องจำเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต้องจำจริง ๆ เช่น ตัวเลข ชื่อเฉพาะต่างๆ
อ่านหนังสือด้วยวิธีการนี้จะทำให้เราเข้าใจบทเรียนได้ทั้งเล่ม ไม่ลืมเลย...สวัสดี

หมายเหตุ * เทคนิคการทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนได้อย่างแม่นยำนี้ เป็นเพียงข้อเดียว (อรรถปฏิสัมภิทา) ในธรรมะชุดปฏิสัมภิทา 4 หรือ ธรรมะเพื่อความเลิศทางวิชาการ จาก พระไตรปิฎกมรดกทางปัญญาที่สำคัญที่สุดของคนไทย )

6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน

เทคนิค 6 ข้อ ที่ควรทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน ซึ่งอาจจะมีข้อสำคัญสำหรับคุณ คือ การเลิก Chat ไปสักระยะ.. มาดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้าง

  1. ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
  2. ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
  3. ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า “ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬา” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
  4. เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
  5. เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว
  6. ทำอย่างจริงจังข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน

หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียที

10 เคล็ดไม่ลับ จำง่าย การอ่านหนังสือสอบ

Cool Yell Laughing
Robot Contest
  1. ปิด ทีวี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต mp3 มีสติอยู่กับหนังสือ
  2. นั่งสมาธิสัก 5 นาที
  3. อ่านหนึ่งรอบ แล้วสรุป โดยไม่เปิดหนังสือ
  4. เช็คคำตอบ
  5. อ่านอีกหนึ่งรอบ
  6. สรุปใหม่ เปิดหนังสือได้เอาไว้อ่าน
  7. ถ้าทำเป็น Mind Mapping จะอ่านง่ายขึ้น
  8. มีเอกสารอะไรที่ครูแจก อย่าคิดว่าไม่สำคัญ
  9. ท่องในส่วนที่ครูพูดย้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง/คาบ
  10. ก่อนวันสอบ ห้ามหักโหมอ่านหนังสือถึงเที่ยงคืน เพราะสมองจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น

5 เคล็ดลับการอ่านหนังสือสอบ

วิธีอ่านหนังสือ แบบว่าอยากสอบผ่าน....
Robot Contest
  1. คนที่อ่านหนังสือคนเดียวมักจะเสียเปรียบ คนที่อ่านเป็นกลุ่มมักจะได้เปรียบ เนื่องจากอ่านคนเดียวอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน หรืออ่านไม่ตรงจุด หรือ(บางคน)อาจอ่านไม่รู้เรื่อง ถ้าอ่านเป็นกลุ่มโอกาสอ่านผิดจุดจะยากขึ้น และยังพอช่วยกันฉุดได้
    ** แต่วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับคนชอบแชตนะค่ะ อิอิ
  2. ควรอ่านเองที่บ้านก่อน 1 รอบ และจับกลุ่มติว เสร็จแล้วกลับไปอ่านทบทวนเองที่บ้านอีก 1 รอบ (ต้องรับผิดชอบตัวเอง)
  3. ผลัดกันติว ใครเข้าใจเรื่องใดมากที่สุดก็ให้เป็นผู้ติว ข้อสำคัญ อย่าคิดแต่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว จงคิดว่าเป็นผู้ให้ก่อน แล้วคนอื่น (ถ้าไม่แล้งน้ำใจเกินไป) ก็จะให้ตอบเอง
  4. ผู้ติวจะได้ทบทวนเนื้อหา และจะรู้ว่าตัวเองขาดอะไร บกพร่องอะไร จากคำถามของเพื่อนที่สงสัย บางครั้งเพื่อนก็สามารถเสริมเติมเต็มในบางจุดที่ผู้ติวขาดหายได้
  5. การติวจะทำให้เกิดการ Share ความคิด และฝึกวิธีทำงานร่วมกับผู้อื่น ช่วยพัฒนาทั้งด้าน IQ และ EQ (อ่านเองจะพัฒนาแต่ IQ)