Wednesday, October 28, 2009

ผลการแข่งขัน Thailand Rescue Robot 2009


[สืบค้นเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.thailandrescuerobot.org/2009/home.php?lang=th]

รายชื่อทีมที่เข้ารอบชิงชนะเลิศ TRR 2009

1. BART LAB Rescue มหาวิทยาลัยมหิดล
2. Mini Mecha มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
3. SUCCESSFULLY By Telecom มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา
4. (PE) Production Engineering มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
5. Intercepter มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
6. งาช้างดำ V.4 วิทยาลัยเทคนิคน่าน
7. CEO Mission IV มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
8. MEGATRON_BOT วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา

ประวัติศาสตร์ การเขียนโปรแกรม

เครติดให้คุณ bow_der_kleine (bow_rtna@hotmail.com) จากบอร์ด Biolawcom.de นะครับ พอดีพื้นหลังมันอ่านยากผมเลยขออนุญาตินำมาโพสไว้อีกที่หนึ่ง



งานอดิเรกในยามว่างของผมในช่วงปีถึงสองปีที่ผ่านมาคือ การเขียน โปรแกรมบางท่านอ่านแล้วอาจรู้สึกว่าการ เขียนโปรแกรม มันจะเป็นงานอดิเรกได้อย่างไร มันไม่ทำให้เรา เครียดกว่าเดิมหรอกรึ สำหรับผมแล้วการเขียนโปรแกรมไม่ได้ต่าง จาการเล่นเกมสักเท่าไรครับ เกมทุกเกมต้องมีกฏเกณฑ์ และเป้าหมาย การเขียนโปรแกรมก็เช่นกัน กฏเกณฑ์ก็คือวัยกรณ์ ของภาษาเขียนโปรแกรม ส่วนเป้าหมายคงไม่ต้อง พูดถึง แต่การเขียนโปรแกรมนั้นสนุกกว่าการเล่นเกมตรงที่ กฏเกณฑ์ที่ ยืดหยุ่น เราสามารถเอาสิ่งต่างๆมาผสมกัน และลองความคิด แปลกๆได้ โดยที่ไม่มีใครหรืออะไรมากำหนด (คงคล้ายๆกับเกม ที่ตัวละครในเกมสามารถเพิ่มความสามารถได้อย่าง ไม่มีที่สิ้นสุด) และนอกจากนี้สิ่งที่ได้จาการเขียน โปรแกรม(ส่วนมาก)ยังสามารถนำไปใช้งานได้จริงอีกด้วย

จากการคลุกคลีกับภาษาเขียนโปรแกรมต่างๆหลายภาษา จึงเป็นที่มาของความสนใจในเรื่องของที่มา ของภาษาเขียนโปรแกรม ซึ่งก็มีความสนใจไม่น้อยกว่าตัวภาษาเขียนโปแกรมเองเลย เอาเป็นว่าลองอ่าน กันดูดีกว่าครับว่าภาษาเขียนโปแกรมต่างๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร

รับรองครับว่าไม่ต้องเขียนโปรแกรมเป็น ไม่ต้องมีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ก็อ่านเข้าใจ



ภาษาเขียนโปรแกรมที่ใช้กันอยู่ในคอมพิวเตอร์สมัยใหม่นั้นมีต้นกำเนิดมาจาก Boole's Algebra หรือการคำนวนตัวเลขดิจิตอลที่ถูกคิดค้นโดย George Boole เมื่อปี 1847 นั่นเอง

ทำไมต้อง Boole's Algebra ก็เพราะว่าข้อมูลและคำสั่งของคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ถูกจัดเก็บอยู่ในรูปดิจิตอล หรือ เลขฐานสอง ที่ประกอบด้วยเลขหนึ่งและศูนย์ (ไฟเปิด = หนึ่ง ,ไฟปิด = ศูนย์ หรือตรงกันข้าม) แล้วเรียงร้อยต่อกันเป็นข้อมูลยาวเหยียดอย่างที่เราเห็นนั่นเอง การคำนวนเลขฐานสองนั้นสามารถคำนวนได้อย่างเลขฐานสิบอย่างที่เราคุ้นเคย แต่การคำนวนดังกล่าวไม่สามารถสร้างด้วยอุปกรณ์อิเลคโทรนิคได้ แต่ Boole's Algebra นั้นเหมาะสมกับอุปกรณ์อิเลคโทรนิคมาก เลยเป็นที่มาของการใช้ Boole's Algebra ในระบบคอมพิวเตอร์



Boole's Algebra ประกอบด้วยวิธีการคำนวนหลักสามรูปแบบคือ และ,หรือ และ นิเสธ และยังมีการคำนวนอื่นๆอีกมากมายที่มีพื้นฐานมาจากการคำนวนสามแบบนี้
ส่วนวิธีการเขียนโปรแกรมนั้นเริ่มจากการเสียบสายไฟไปมาระหว่างอุปการณ์อิเลคโทรนิคครับ (ดูจากรูปประกอบ) จากนั้นก็เป็นการเขียนโปรแกรมโดยการเจารูลงบนกระดาษที่ใช้เก็บข้อมูล แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีเสียบสายไฟหรือเจาะกระดาษผู้เขียนโปรแกรมต้องมีความรู้ความเข้าใจ โครสร้างของคอมพิวเตอร์ที่ตนเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดี จึงจะสามารถเขียนโปรแกรมได้ ดังนั้นในสมัยนั้นกลุ่มคนที่สร้างตัวคอมพิวเตอร์ กับกลุ่มคนที่เขียนโปแกรมคอมพิวเตอร์จึงมักเป็นคนกลุ่มเดียวกันเสมอครับ

การเขียนโปรแกรมด้วยวิธีดังกล่าวนอกจากจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดีแล้ว การเขียนโปรแกรมก็ยังมีความยากลำบากไม่ใช่น้อย นักพัฒนาคอมพิวเตอร์สมันนั้นจึงพัฒนาภาษาเขียนโปรแกรมขึ้นมาภาษาหนึ่ง นั่นคือ Assembly






(แบบจำลอง Z1 คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก)

หน้าที่หลักของภาษา Assembly คือใช้อธิบายการคำนวนค่าสองค่า (อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าสองค่าได้) ที่อยู่ในตัวจัดเก็บข้อมูลต่างๆ (Address of Memory) ด้วยตัวประมวลผลกลาง (Central Prozessor Unit) ค่าที่ได้มาก็นำไปเก็บไว้ในตัวจัดเก็บข้อมูลอีกที่หนึ่ง ซึ่งภาษา Assembly นี้ยังใช้เป็นภาษาควบคุม CPU จนถึงปัจจุบัน

Assembly เข้าใจง่ายกว่า การเขียนโปรแกรมด้วย Boole's Algebra โดยตรงแน่นอน แต่ก็ยังไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์เข้าใจได้ง่ายๆแน่นอน อีกทั้งโปรแกรมที่ได้จากภาษา Assembly ไม่สามารถใช้งานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต้องการ เพราะโครงสร้างของ Assembly แตกต่างกันไปตามแต่ลักษณะการออกแบบตัวคอมพิวเตอร์John W. Backus

เมื่อเหล่านักพัฒนาคอมพิวเตอร์ยุคบุกเบิกเห็นข้อดีที่มีน้อยและข้อเสียที่มีมากของภาษา Assembly จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาภาษาเขียนโปแกรมที่มนุษย์สามารถทำความเข้าใจได้ และตัวโปรแกรมที่ได้สามารถใช้งานได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆโครงสร้าง จึงเป็นที่มาของ ภาษาเขียนโปรแกรมระดับสูง



(Grace Hopper ผู้ให้กำเนิด Compiler)

ภาษาระดับสูงนี้ไม่ได้ทำการติดต่อโดยตรงระหว่างผู้เขียนโปรแกรมกับ CPU แต่จะมีตัวกลางคือ ผู้แปล(Compiler) ที่จะแปลโคดของภาษาระดับสูงให้เป็นภาษา Assembly ซึ่งเป็นภาษาที่ CPU เข้าใจได้ ดังนั้นเราจึงสามารถสร้างตัว Compiler ของภาษาระดับสูงหนึ่งภาษาสำหรับโครงสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโครงสร้าง CPU หลายๆรูปแบบได้ ผลที่ได้คือ เขียนโปรแกรมหนึ่งครั้งแต่สามารถใช้งานได้หลายๆที่ (แต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะอะไรนั้นจะเขียนถึงอีกทีครับ)

ด้วยคุณสมบัติของภาษาระดับสูงนี้เองที่ทำให้วงการซอพท์แวร์พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีอุปสรรคสำคัญเกิดขึ้นเช่นกัน นั่นคือเรื่องของมาตรฐานกลาง เนื่องจากหลายคนหลายหน่วยงานต่างพัฒนาโปรแกรมมนรูปแบบของตนเอง และ ด้วยภาษาของตนเอง ดังนั้นจึงเกิดการพัฒนาที่ซ้ำซ้อนเกิดขึ้น โปรแกรมหรือเครื่องมือบางอย่างได้รับการพัฒนาแล้วจากที่หนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถใช้ในที่อื่นๆได้ เนื่องจากมาตรฐานไม่ตรงกัน ในยุคแรกๆของภาษาระดับสูงจึงเป็นยุคที่ ต้องคิดค้นล้อใหม่ทุกครั้งที่สร้างรถจักรยาน

ภาษาเขียนโปรแกรมระดับสูงภาษาแรกที่ถูกสร้างให้ใช้งานได้จริงและยังมีคนใช้จนถึงทุกวันนี้คือ FORTRAN (มาจาก FORmula TRANformation) ที่ถูกพัฒนาโดย IBM (John W. Backus)และเริ่มนำมาใช้งานในปี 1953 FORTRAN นั้นมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเขียนโปรแกรมทางด้านคณิตศาตร์ ต้นกำเนิดของ FROTRAN เองก็เพื่อการเขียนโปรแกรมทางคณิตศาสตร์ การคำนวนบางอย่างเช่นเลขยกกำลังหรือจำนวนเชิงซ้อน เป็นความสามารถที่ติดตัว FROTRAN มาตั้งแต่เริ่มแรก แม้แต่ภาษาเขียนโปรแกรมสมัยใหม่ส่วนมากก็ยังไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ อีกทั้ง library (เครื่องมือสำเร็จรูปที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมภาษานั้นๆ) ก็มีมากมายมหาศาล ทำให้ FORTRAN ยังคงได้รับความนิยมในวงการวิทยาศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้

ภาษา Pascal โดย Niklaus Wirth 1969

ภาษาเขียนโปรแกรมระดับสูงอีกหนึ่งภาษาที่มีอิทธิพลกับการวงการซอพท์แวร์มาจนถึงปัจจุบันคือ Pascal ที่ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1968-1972 โดย Niklaus Wirth เดิมทีนั้น Pascal ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับการใช้งานในวงการศึกษา แต่ด้วยโครงสร้างที่ง่ายและชัดเจนของภาษาทำให้ Pascal ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันก็มีภาษาเขียนโปรแกรมหลายๆภาษาได้รับอิทธิพลมาจาก Pascal อันได้แก่ Ada,Modula2,Oberon,Delphi,Kylix เป็นต้น จุดแข็งอีกอย่างของ Pascal คือ Compiler ที่ภาษา Pascal ให้เป็น Assembly ด้วยความเร็วที่สูงกว่า Compiler ในภาษาอื่นๆมาก ซึ่งเรื่องนี้มีผลอย่างมากในยุคที่คอมพิวเตอร์มีความเร็วไม่สูงมากอย่างในยุคนั้น

จุดอ่านสำคัญของ FORTRAN และ Pascal คือ โครงสร้างที่ไม่เหมาะสมสำหรับโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ และการเขียนโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลลักษณะตัวอักษร (text,string) ได้ไม่ดีพอ จึงทำให้ทั้งสองภาษาไม่ได้ถูกใช้งานในการเขียนโปรแกรมเชิงภานิชย์เท่าใดนัก


ภาษา C โดย Ken Thompson และ Dennis Ritchie

ภาษาที่ได้รับความนิยมสูงสุดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันคือภาษา C ที่ถูกพัฒนาโดย Ken Thompson และ Dennis Ritchie ในปี 1972 โดยทั้งสองได้รับแนวคิดมาจากภาษา BCPL ซึ่งมีชื่อเรียกเล่นๆว่าภาษา B ดังนั้นภาษาที่ต่อจากภาษา B คือภาษา C เนื่องจาก C นั้นมีความเกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการ UNIX ตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นความนิยมในตัวระบบปฏิบัติการ UNIX จึงส่งผลกับความนิยมในตัวภาษา C ด้วยเช่นกัน จุดแข็งสำคัญของภาษา C คือโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับโปแกรมขนาดใหญ่ โปรแกรมเล็กๆที่เขียนจากภาษา C สามารถนำมารวมกันให้เป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ได้ และนอกจากนี้ภาษา C ยังสามารถเข้าถึง Hardware ได้ไม่ต่างจาก Assembly ทำให้ภาษา C ถูกจัดให้เป็นภาษาที่มีความสามารถไร้ขอบเขต

แต่ทั้งนี้ภาษา C ก็มีข้อเสียที่มากมายเช่นกันเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ เช่น Pascal หรือ FORTRAN เพราะ C เป็นภาษาที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน อีกทั้งมีเรื่องของ Pointer มาเกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่อง Pointer นี้แม้แต่นักเขียนโปรแกรมมืออาชีพหลายๆคนยังปวดหัว

แนวคิดที่สำคัญมากที่สุดในการเขียนโปรแกรมปัจจุบันคือแนวคิดแบบ Object Oreinted Programming เป็นแนวคิดที่มองทุกอย่างในการเขียนโปรแกรมเป็นสิ่งของ (Object) ที่สามารถนำมาใช้งานซ้ำได้ และเพิ่มคุณลักษณะความสามารถเพิ่มเติมได้ โดยที่ไม่ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องเข้าใจว่าตัว Object เดิมทำงานอย่างไร ทำให้การพัฒนาโปรแกรมแบบ คิดค้นล้อใหม่ทุกครั้งที่สร้างรถจักรยาน ลดลงอย่างมหาศาล เป็นผลให้การพัฒนาโปรแกรมในระยะเวลาน้อยลงกว่าในยุคแรกๆของภาษาระดับสูงอยู่หลายเท่าตัว

ภาษาเขียนโปรแกรมภาษาแรกที่เป็นภาษาแบบ Object Oriented คือ Simula ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Ole-Johan Dahl และ Kristen Nygaard ในช่วงทศวรรษที่ 60 เพื่อจำลองการทำงานของสิ่งของต่างๆ โดยมีพื้นฐานมาจากภาษา Algol-60 หลังจากนั้นก็ถูกพัฒนาต่อโดยบริษัท Xerox ให้เป็นภาษา Smalltalk ซึ่งไม่ได้รับความนิยมมากนักเนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ที่แพงเอาการ



James Gosling ผู้ให้กำเนิด ภาษา Java

ภาษาแบบ Object Oriented ที่มีความสำคัญมากภาษาหนึ่งคือ ภาษา Java ซึ่งเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในยุคที่อินเตอร์เนตเฟื่องฟู Java ถูกพัฒนาโดยบริษัท Sun Microsystem แม้ว่าลิขสิทธิ์ของ Java จะไม่เปิดอย่าง GPL หรือ BSD แต่ก็เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ Java ได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากภาษา C++ (ภาษา C ภาค Object Oriented) แต่ทั้งนี้ Java ได้กำจัดจุดอ่อนหลายๆจุดที่มีอยู่ในภาษา C และ C++ อย่างงามสง่า และมีคุณลักษณะที่น่าสนใจมากมายทีเดียว

คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ Java คือ Java Virtual Machine หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์จำลองนั่นเอง ซึ่งโคดในภาษา Java ที่เขียนในตอนแรกนั้นจะถูกแปลเป็นภาษากลาง (Intermediate code)ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่สามารถใช้งานบน Java Virtual Machine ได้ ซึ่งเจ้า Java Virtual Machine นี้สามารถใช้งานได้บนทุกระบบปฏิบัติการและเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกโครงสร้าง ทำให้ Java บรรลุแนวคิดที่ว่า เขียนครั้งเดียวใช้งานได้ทุกที่ (Write once run anywhere) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเจ้าตัว Intermediate code เองก็ยังเหมาะสมในแง่ของความปลอดภัยในการโอนถ่ายโปรแกรมผ่านอินเตอร์เนต นอกกจากนี้การเข้ารหัสข้อมูลก็เป็นความสามารถติดตัวมาแต่กำเนิดของ Java อีกด้วย ทำให้ Java เป็นภาษาที่เหมาะสมกับการใช้งานบนอินเตอร์เนตอย่างมาก

อ้อ! ที่สำคัญอย่าสับสนระหว่าง Java กับ JavaScript นะครับมันคนละตัวและคนละเรื่องกันเลยครับ



คู่แข่งสำคัญของ Java ในปัจจุบันคือ .NET ของ Microsoft ที่รับแนวคิดต่างๆมากมายมาจาก Java (แต่ทาง Microsoft เองไม่เคยยอมรับในจุดนี้) โดย .NET นี้ไม่ได้เป็นแค่ภาษาเขียนโปรแกรมเพียงภาษาเดียว แต่เป็นชุดภาษาเขียนโปรแกรมหลายๆภาษา (C#,C++,VB,ASP) ที่สามารถใช้งาน library ต่างๆร่วมกันได้ และมี Intermediate code ที่มีชื่อว่า Assemblies เป็นตัวกลาง เพื่อสนับสนุนแนวคิด Write once run anywhere และการใช้งานบนอินเตอร์เนต แต่ที่ตลกคือ Assemblies ไม่สามารถใช้งานได้เฉพาะบนระบบปฏิบัติการ Windows เท่านั้น

แนวคิดแบบ Write once run anywhere นอกจากจะสามารถทำให้เป็นจริงด้วย Intermediate code แล้ว ยังสามารถทำให้เป็นจริงด้วยภาษาแบบ interpreted อีกด้วย ซึ่งภาษาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษา Assembly ที่ CPU เข้าใจได้ก่อน แต่สามารถเรียกใช้งานด้วยตัว interpreter ได้ทันที ทำให้การพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาแบบ interpreted เร็วกว่าการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงทั่วไป แต่มีข้อเสียคือความเร็วของตัวโปรแกรมที่ช้ากว่าโปรแกรมทั่วไป 10-15 เท่า แต่ทั้งนี้ความเร็วดังกล่าวไม่มีผลกับการใช้งานโปรแกรมในปัจจุบัน เนื่องจากความเร็วเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถรู้สึกสังเกตข้อแตกต่างดังกล่าวได้มากนัก ภาษาแบบ interpreted ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบันได้แก่ Perl,Python,PHP etc.



ภาษาเขียนโปรแกรมระดับสูงทั้งหมดที่ถูกกล่าวถึงข้างต้น ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาเขียนโปรแกรมแบบ imperative หรือ ภาษาที่ใช้อธิบายวิธีการขั้นตอนในการแก้ปัญหาทั้งสิ้น ยังมีภาษาอีกประเภทหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นภาษาในระดับที่สูงกว่าภาษาแบบ imperative คือภาษาแบบ declarativ ที่ผู้เขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องอธิบายขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมลงในตัวโปรแกรม แต่ต้องอธิบายผลลัพธ์ที่ต้องการ ส่วนวิธีการนั้นตัวภาษาจะเป็นผู้จัดการเอง ได้อ่านแล้วรู้สึกว่าการเขียนโปรแกรมแบบนี้ง่ายกว่าแบบ imperative ใช่ไหมครับ ใช่ครับมันง่ายกว่ามากๆ แต่เนื่องจากการเขียนโปรแกรมแบบ declarativ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ครอบคลุมทุกปัญหา และบางปัญหาอาจแก้ได้แต่ยุ่งยากกว่าการเขียนโปรแกรมแบบ imperativ อีกทั้งวิธีคิดแบบ declarativ ก็ยังยากกว่า (หรือถ้าจะให้ถูกจริงๆคือทำความคุ้นเคยได้ยากกว่า) แบบ imperativ อีกด้วย ทำให้ภาษาเขียนโปรแกรมแบบนี้ไม่ได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบัน ตัวอย่างภาษาแบบ declarativ ได้แก่ SQL, LISP, Haskel, Prolog (Prolog ได้ชื่อว่าเป็นภาษาระดับสูงสุด เนื่องจากผู้เขียนไม่ต้องเขียนวิธีการแก้ปัญหาใดๆเลย เพียงแค่บอกลักษณะคำตอบที่ต้องการ Prolog ก็จะคิดคำตอบให้เสร็จสับ)



ภาษาแบบ declarativ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเห็นจะเป็น SQL ซึ่งใช้ในงานฐานข้อมูลแบบ relational ซึ่งสามารถใช้งานร่วมกับภาษาเขียนโปรแกรมแบบ imperativ ได้เกือบทุกภาษา แต่ทั้งนี้ภาษา SQL ก็ต้องการ Server ที่ใช้เก็บข้อมูล ซึ่ง Server เหล่านี้มีวิธีการใช้งานภาษา SQL ที่แตกต่างกันไป SQLServer ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันได้แก่ MySQL,PostgreSQL,Oracle, MS SQL-Server, Informix etc.

จากประสบการณ์เขียนโปรแกรมอันน้อยนิดของผม ก็พอที่จะทำให้ผมรู้ว่าตัวภาษเขียนโปรแกรมนั้นไม่สำคัญเท่ากับวิธีคิดของคนเขียนโปรแกรมครับ ซึ่งจริงๆแล้วการแก้ปัญหาอื่นๆก็เป็นเช่นนี้เช่นกัน ทรัพยากรสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาทุกปัญหาคือทรัพยากรมนุษย์ครับ

Tuesday, October 27, 2009

6th ENGINEERING EDUCATION ROBOT CONTEST 2009

การแข่งขันหุ่นยนต์ครั้งที่ 6 นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 3-4 ธันวาคม 2552 ณ หอประชุมใหญ่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยใช้กติกาที่คัดคัดลอกมาจาก การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ROBOCON 2010 ณ ประเทศอียิป ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท สาขาวิชาครุศาสตร์วิศวกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม จึงขอเชิญชวนนักศึกษาที่มีความสนใจในการสร้างหุ่นยนต์ ส่งทีมสมัครเข้าร่วมแข่งขัน โดยขอรับและยื่นใบสมัครได้ที่เจ้าหน้าที่ธุรการภาควิชาครุศาสตร์วิศวกรรมได้ ภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552
http://www.idedrobocon.ob.tc/


มีใครว่างงงๆ เข้ามาทำกันดีกว่า เพื่อจะได้ทำ ABU เสดก่อนแข่งนานๆๆ gogogogo

Monday, October 19, 2009

Final Video Rescue-robot 2009

ทีม TRCC SPIRIT
หุ่นยนต์
SPIRIT 9(ส้มจิ๊ดดด) หุ่นยนต์บังคับด้วยมือคอเลคชั่นใหม่ล่าสุดจากทางชมรมของเรา
SPIRIT 8(ฟ้าคนอง) หุ่นยนต์อัตโนมัติรุ่นเก๋ากึกของเรา

Wednesday, October 14, 2009

Autonomous Robot vs Remote Control Robot 5555+

เอา VDO หนุกๆมาฝากจ้า

Monday, October 12, 2009

การต่อสู้ เพื่อความเป็นหนึ่งของหุ่นยนต์ (RoboONE)

เร็วๆนี้ เราจะได้เห็นหุ่นยนต์ Humanoid เตะฟุตบอลเป็นครั้งแรกในไทย แต่ในญี่ปุ่น มีการจัดแข่ง หุ่นยนต์ humanoid สู้กันด้วย

ถึงแม้มันจะได้สู้กัน เอาเป็น เอาตาย ให้พังไปข้างหนึ่ง ตามประสาคนชอบหุ่นยนต์ การแข่งขันต่อสู้นี้ก้อสนุกสนานดี เสียอย่างเดียวเมืองไทยไม่มีแข่ง (คงจะไม่มีงบทำกัน ผมเห็นตัวหนึ่งเป็นหมื่นๆๆบาท)

Theme การแข่งรอบนี้จะเป็น Gundum นะครับ ฉลอง ครบรอบวันเกิด Gundum เลยจะได้เห็นหุ่นยนต์แต่ล่ะตัวแต่งกาย เหมือน Gundum กัน ช่วงที่ฮาๆ ช่วงกลางของวีดีโอ ที่มีหุ่นยนต์ Gundum ตัวใหญ่ๆ สู้กับหุ่นยนต์ Gundum ตัวจิ๋ว อย่างกับโหน่ง เท่ง เล่นตลกคาเฟ่

ชมกันต่อเลยครับ